โดนล่อลวงรีบแจ้งเว็บฯ ‘คลิปหลุดทำไง’ – ‘ศานนท์’ ส่องอบรมเด็กกทม.ใช้เน็ต หลัง ‘เว็บมืด’ โต 5 เท...

โดนล่อลวงรีบแจ้งเว็บฯ ‘คลิปหลุดทำไง’ – ‘ศานนท์’ ส่องอบรมเด็กกทม.ใช้เน็ต หลัง ‘เว็บมืด’ โต 5 เท...

ศานนท์ ดึงดีแทค-TICAC อบรม น.ร.กทม.ใช้เน็ตปลอดภัย ยึดหลัก ‘3ไม่’ ถูกล่อลวงแจ้งเหตุเว็บไซต์ ‘คลิปหลุดทำไง’ ชี้ สถิติ ‘เว็บมืด’ โต 5 เท่า เด็กไทยเสี่ยงตกเป็นเหยื่อล่อลวงทางเพศถึง 20 % คนกระทำผิดพุ่งอันดับ 2 ของโลก

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่โรงเรียนคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เยี่ยมชมการอบรมนักเรียนการใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัย

โดย นายศานนท์ กล่าวกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ของโรงเรียนคลองทวีวัฒนา จำนวนกว่า 90 คน ที่เข้ารับการอบรมการใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัย ภายใต้โครงการ dtac Safe Internet ว่า ในโลกที่เปลี่ยนไปแบบนี้ เรามีการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ มากมาย

“บางทีการเรียนการสอนเราไม่ต้องมาเรียนจากครูอย่างเดียวแล้ว ซึ่งกรุงเทพมหานครเรามีเอกชน มีผู้ใจบุญ มีผู้รู้หลายฝ่ายที่อยากให้ความร่วมไม้ร่วมมือเยอะ โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือการจับมือกับทุกภาคส่วนเปิดโรงเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดห้องเรียนวิชานอกห้องเรียนหลังเลิกเรียน หรือจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและด้านทักษะชีวิตตามความสนใจของตนเอง”

“กิจกรรมการอบรมนักเรียนการใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยในครั้งนี้ เชื่อว่าน้องๆ คงจะได้รับประโยชน์มากมาย อยากให้พวกเรานำเรื่องนี้ไปขยายต่อ สรุปเนื้อหาวันนี้ผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อให้ทุกคน ได้แก่ เพื่อนผองที่ไม่ได้มาเรียน และผู้ปกครอง ได้รู้ว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้าง เพราะความรู้ในเรื่องความปลอดภัยทางดิจิทัลเป็นเรื่องที่ยังใหม่ มีความสำคัญต่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในการเรียนรู้และร่วมไม้ร่วมมือกันป้องกันภัยทางออนไลน์ที่อาจเกิดขึ้นต่อไป” นายศานนท์กล่าว

นายศานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้งสิ้น 437 โรงเรียน ครอบคลุม 50 เขต มีนักเรียนรวม 261,160 คน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ร่วมมือกับ dtac Safe Internet ในการอบรมความรู้ด้านความปลอดภัยในการใช้งานออนไลน์ ให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร อายุระหว่าง 11 – 13 ปี (ป.5 – 6) จำนวน 50 โรงเรียน กว่า 10,000 คน ผ่านคาบเรียน “BMA x dtac Safe Internet School Tour” เพื่อให้มีองค์ความรู้และภูมิคุ้มกันต่อภัยการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กในโลกออนไลน์ (Online Child Sexual Exploitation) เข้าใจถึงกระบวนการและสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที

“จากการลงพื้นที่อบรมที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนราว 3% เคยถูกร้องขอ ข่มขู่ หรือกดดันให้ส่งรูปภาพหรือทำพฤติกรรมทางเพศทางออนไลน์ 13% เคยส่งรูปภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลส่วนตัวให้คนแปลกหน้า และ 3% เคยได้รับภาพ ข้อความ หรือวิดีโอที่มีเนื้อหาส่อไปทางเพศ โดยช่องทางที่มิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามา ประกอบไปด้วย ช่องทางโซเชียลมีเดีย เกมออนไลน์ รวมถึงแอพพลิชั่นใหม่ๆ ที่ผู้ใหญ่ยังไม่คุ้นเคย ซึ่งข้อมูลจากทางตำรวจและแบบสำรวจที่ กทม.จัดทำร่วมกับดีแทค สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในฐานะรองผู้ว่าฯ ที่ดูแลโรงเรียนในสังกัด กทม. ก็พร้อมยกปัญหานี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านการอบรม ให้ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เด็กนักเรียน” นายศานนท์กล่าว

สำหรับโครงการ dtac Safe Internet เป็นโครงการที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ผนึกกำลังร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต หรือ TICAC เพื่อจัดอบรมให้ความรู้นักเรียนในสังกัด กทม. หลังข้อมูลชี้เด็กไทยเสี่ยงตกเป็นเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในโลกออนไลน์ (Online Child Sexual Exploitation) สูงถึง 20% สัดส่วนผู้กระทำผิดสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งความรุนแรงของภัยการแสวงหาประโยชน์และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์เป็นภัยคุกคามที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) มีวาระให้บรรจุอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ภายในปี 2573 ดังข้อต่อไปนี้

ข้อ 5.2 ขจัดความรุนแรงทุกรูปแบบที่มีต่อผู้หญิงและเด็กหญิงทั้งในที่สาธารณะและที่รโหฐาน รวมถึงการค้ามนุษย์ การกระทำทางเพศ และการแสวงประโยชน์ในรูปแบบอื่น และข้อ 16.2 ยุติการข่มแหง การใช้หาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง การค้ามนุษย์ และความรุนแรงและการทรมานทุกรูปแบบที่มีต่อเด็ก

โดยการอบรมในวันนี้ เป็นการสร้างความตระหนักรู้ เน้นการป้องกันไม่ให้เด็กๆ ตกเป็นเหยื่อ สาระสำคัญในการอบรมประกอบด้วย การยึดหลัก ‘3ไม่’ คือ ไม่โชว์ ไม่แชะ ไม่แชร์ ซึ่งรูปแบบการเข้าหาของคนร้ายแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ หลอกจะให้เงิน ชวนเป็นดารา ชวนให้แก้ผ้า และท้าให้เปิดกล้อง เมื่อคนร้ายได้ภาพไปแล้วก็จะนำภาพมาแบล็กเมล (blackmail) เพื่อแสวงหาประโยชน์จากเด็กในภายหลัง ทั้งนี้ หากเด็กๆ เกิดพลาดหรือตกเป็นเหยื่อไปแล้ว ให้ดำเนินการดังนี้ 1. อย่าลบประวัติการพูดคุย พร้อมเก็บหลักฐานเพื่อส่งให้ตำรวจติดตามจับกุม 2. อย่าปิดโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ตำรวจสามารถหาตัวคนร้ายได้ 3. อย่าไปอวดว่าไปแจ้งตำรวจแล้ว เพราะคนร้ายจะไหวตัว และ 4. อย่าปิดบังผู้ปกครอง พร้อมแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดำเนินการต่อไป โดยสามารถแจ้งทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.คลิปหลุดทำไง.com

ด้าน พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผู้กำกับการกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต ในฐานะผู้ปฏิบัติงานใน TICAC กล่าวว่า ถ้าดูจากสถิติที่ได้รับรายงานจากศูนย์เพื่อเด็กหายและถูกฉวยผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCMEC) พบว่า ตั้งแต่ปี 2562 ประเทศไทยได้รับรายงานการตรวจพบสื่อลามกอนาจารเด็กเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยในปี 2562 พบ 117,213 รายงาน ในปี 2563 พบ 396,049 รายงาน ในปี 2564 พบ 586,582 รายงาน และในปี 2565 พบ 523,169 รายงาน ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน พบว่า เว็บมืด ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการแสวงผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กในไทยยังมีการเติบโตสูงถึง 5 เท่า

นอกจากนี้ จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่า คนร้าย 1 คน สามารถสร้างความเสียหายต่อเหยื่อที่เป็นเด็กได้ถึง 1,000 คน โดยเด็กถึง 20% มีโอกาสตกเป็นเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศออนไลน์ และเมื่อตกเป็นเหยื่อแล้ว พบว่า 56% ของเด็กเลือกที่จะไม่บอกใคร ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและไม่เท่าเทียมทางรายได้ ยังส่งผลให้เด็กและเยาวชนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผลิตและเผยแพร่ภาพหรือวิดีโอทางเพศด้วยตัวเอง เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินหรือสิ่งของต่างๆ

“อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายไทย ความผิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ตำรวจไม่สามารถแจ้งความผิดต่ออาชญากรได้ในขั้นตอนแสวงหา ไม่ว่าจะเป็นการสอดส่องพฤติกรรมตัวตนและความชอบของเหยื่อ (Cyber Stalking) การสร้างความเป็นมิตร เข้ามาตีสนิทให้เด็กตายใจเพื่อล่วงละเมิดทางเพศในภายหลัง (Child Grooming) รวมถึงบทสนทนาว่าด้วยเรื่องเพศ (Sexting) ดังนั้น การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้เด็กด้วยองค์ความรู้ รู้จักระแวดระวังและแนวทางการรับมือกับปัญหาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเกิดเหตุบานปลายขึ้น ซึ่งอาชญากรไซเบอร์นั้นจะเก็บภาพเหยื่อไว้บนออนไลน์ (Digital footprint) ซึ่งยากต่อการลบให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง” พ.ต.อ.รุ่งเลิศระบุ

ขณะที่ นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคม ได้ตระหนักถึงภัยออนไลน์ที่เกี่ยวกับการแสวงหาประโยชน์และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ ดังนั้น ภายใต้โครงการ dtac Safe Internet จึงมุ่งส่งเสริมศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรการศึกษา การให้ความรู้แก่เด็กและครูเกี่ยวกับการความปลอดภัยและการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยได้ร่วมมือกับสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา (2565) จัดทำหลักสูตรและกิจกรรมส่งเสริมการตระหนักรู้ในเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และมีมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยให้ความร่วมมือและริเริ่มในการหยุดยั้งภัยดังกล่าว เพื่อการสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคมและการมีส่วนร่วมของพลเมืองอินเทอร์เน็ตผ่านแคมเปญการสื่อสาร และจะขยายผลการอบรมให้ครอบคลุมนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้น ป.5 – 6 ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการรับมือกับปัญหานี้เท่านั้น เพราะการจบปัญหานี้ยังคงต้องการการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักในสังคม ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบและตัดตอนได้อย่างทันท่วงที

คุณกำลังดู: โดนล่อลวงรีบแจ้งเว็บฯ ‘คลิปหลุดทำไง’ – ‘ศานนท์’ ส่องอบรมเด็กกทม.ใช้เน็ต หลัง ‘เว็บมืด’ โต 5 เท...

หมวดหมู่: ข่าว

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด