คลังจ่อขยายมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์

คลังจ่อขยายมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ระบุ ปี 2565 ภาคเศรษฐกิจที่จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยมี 3 ส่วน ซึ่งมีสัดส่วนต่อจีดีพีกว่า 80% คือ ภาคการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 60% ต่อจีดีพี ภาคการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนถึง 12% ของจีดีพี และ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีสัดส่วน 8-9% ต่อจีดีพี

ทั้งนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้น ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจ สะท้อนได้จากจำนวนการโอน การจดจำนองและการขออนุญาตการก่อสร้าง หากตัวเลขนี้ดีจะสะท้อนว่าในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า การลงทุนการก่อสร้างจะเกิดขึ้น และจะทำให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องเกิดการลงทุน โดยภาครัฐเองพร้อมที่จะสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในตลาดระดับล่างที่จะผลักดันผ่านธนาคารรัฐ โดยเฉพาะธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ส่วนตลาดระดับกลางและบนต้องอาศัยความร่วมมือจากแบงก์เอกชน

กระทรวงการคลังเตรียมหารือร่วมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงมหาดไทย ในการพิจารณาขยายมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนอง และมาตรการ LTV ที่จะสิ้นสุดมาตรการปลายปี 2565 ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายให้ไหลออกจำนวนมากนั้น ซึ่ง ธปท.ได้จับตาใกล้ชิด และต้องรอดูทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่จะประชุม กนง.เดือน ส.ค.นี้ ทั้งนี้ การขึ้นดอกเบี้ยจะกระทบต่อต้นทุนผู้ซื้ออสังหาฯ และผู้ประกอบการ ดังนั้นในแง่การกำกับอัตราดอกเบี้ยจึงสำคัญ และรัฐบาลพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนในการกำหนดมาตรการต่างๆ

ธอส.พร้อมตรึงดอกเบี้ยหนุนอสังหาฯ

กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ฉัตรชัย ศิริไล ระบุ ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์โควิดได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ประชาชน ซึ่งภาครัฐได้ออกมาตรการมาดูแล แต่ขณะนี้ผลกระทบตัวใหม่เกิดขึ้นจากภาวะสงครามส่งผลต่อต้นทุนในเรื่องของราคาสินค้าและพลังงาน ทั้งนี้ จะกระทบธุรกิจที่อยู่อาศัยด้วยแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยไม่ได้กระทบทั้งหมด 100% จะเห็นว่าที่ผ่านมากำลังซื้อคนชั้นกลางและระดับบนยังอยู่ได้ จากสินเชื่อที่ธนาคารได้ปล่อยไป และรวมถึงนโยบายดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาที่ทรงตัวระดับต่ำ

อย่างไรก็ดีในช่วงนี้ทุกคนกังวลทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.5% แต่หากมองย้อนไปปี 2558-2559 พบว่าอัตราดอกเบี้ยในขณะนั้นอยู่ที่ 1.5% ก็ยังอยู่ได้

สำหรับ ธอส.ยังสนับสนุนให้คนไทยมีบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้า ขณะนี้ปล่อยสินเชื่อให้ในโครงการบ้านล้านหลังแล้ว 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการก็ได้ปรับตัวรองรับ ทั้งนี้ ในปีก่อนได้ปล่อยสินเชื่อได้ 2.26 แสนล้านบาท ในระยะครึ่งปีนี้ปล่อยได้แล้ว 1.34 แสนล้านบาท สินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.52 ล้านล้านบาท และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 4.41% ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.6-3 แสนล้านบาท แต่ต้องดูผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้นด้วย โดยได้กันสำรองไว้แล้ว 180% ปัจจุบัน ธอส.มีสินทรัพย์สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท

ส่วนหนี้เสียนั้นถ้าต้องปรับเพิ่มขึ้นก็เป็นเรื่องปกติ เพราะ ธอส.เข้ามาแบกรับกลุ่มสินเชื่อที่ถูกปฏิเสธจากแบงก์พาณิชย์ แต่ยังต้องบริหารความเสี่ยง ฉะนั้นไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นอย่างไร ธอส.พร้อมสนับสนุนสินเชื่อ และมองว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไปได้ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยนั้น หาก กนง.ขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ในเดือน ส.ค.นี้ ธอส.จะขึ้นในเดือน ต.ค.นี้ ในอัตราต่ำกว่าหรืออยู่ที่ 0.15% จากนั้นหาก กนง.ปรับขึ้นอีกจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงเดือน ม.ค.ปีหน้า

ทั้งนี้ ผลกระทบกับ ธอส.จะรับภาระไป 1,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าเตรียมไว้อีกหลายพันล้านบาทเพื่อดูแลผู้กู้ โดย ธอส.มีหน้าที่ทอดเวลาเพื่อให้ลูกค้าแข็งแรง โดยจะไม่เอาทรัพย์ออกขาย แต่จะปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ลูกค้าอยู่ได้

สำหรับลูกค้าที่ต้องการจะรีไฟแนนซ์เงินกู้ควรจะพิจารณาถึงต้นทุนในภาพรวมด้วยว่า จะสูงกว่าอยู่กับแบงก์เดิมหรือไม่ หากคำนวณแล้วสูงกว่าก็ไม่สมควรที่จะรีไฟแนนซ์ ซึ่งในทางปฏิบัติหากลูกค้ายังเลือกที่จะอยู่กับแบงก์เดิม แนะนำว่า ลูกค้าควรไปปรึกษากับแบงก์เดิมเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้จะดีกว่า ทั้งนี้ ในส่วนของแบงก์เองพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อลดภาระให้แก่ลูกค้า

คุณกำลังดู: คลังจ่อขยายมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์

หมวดหมู่: ข่าวเศรษฐกิจ/ธุรกิจ

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด