เงินบาทวันนี้เปิด‘แข็งค่า’ที่ 35.82บาทต่อดอลลาร์

“กรุงไทย” ชี้ระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงรับรู้รายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯ หากเงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ยังมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 36.20-36.30 บาทต่อดอลลาร์ได้ และมองกรอบเงินบาทวันนี้ ที่ระดับ 35.75-35.90 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทวันนี้เปิด‘แข็งค่า’ที่ 35.82บาทต่อดอลลาร์

นายพูนพานิชพิบูลย์นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(11ก.ค.)ที่ระดับ35.82บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ36.01บาทต่อดอลลาร์มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ระดับ35.70- 36.30บาทต่อดอลลาร์ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ35.75-35.90บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทมองว่ายังมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน36.20-36.30บาทต่อดอลลาร์ได้หากเงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นโดยต้องระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงรับรู้รายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯทั้งนี้การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอด้วยแรงขายของผู้ส่งออกที่ต่างรอจังหวะเงินบาทอ่อนค่ารวมถึงแรงซื้อBuy on Dipหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติและธุรกรรมขายทำกำไรการรีบาวด์ราคาทองคำ

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้นเราประเมินว่าหากเงินเฟ้อสหรัฐฯและเงินเฟ้อคาดการณ์พุ่งขึ้นสูงกว่าคาดไปมากทำให้ตลาดมองเฟดอาจจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงได้ซึ่งภาพดังกล่าวอาจหนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์นอกจากนี้หากภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆทั้งจีนหรือยุโรปออกมาแย่กว่าคาดก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนุนเงินดอลลาร์ได้

ทั้งนี้ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูงเราแนะนำว่าผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายอาทิOptionเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

สัปดาห์ที่ผ่านมารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯที่ยังคงแข็งแกร่งได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดยังเชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย0.75%ได้ในการประชุมเดือนกรกฎาคม

ในสัปดาห์นี้เรามองว่าตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯผ่านรายงานเงินเฟ้อCPIและเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลางเพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

ฝั่งสหรัฐฯ–ไฮไลท์สำคัญของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้จะอยู่ที่รายงานเงินเฟ้อCPIเดือนมิถุนายนซึ่งตลาดมองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปCPIจะยังปรับตัวขึ้นสู่ระดับที่สูงถึง8.8% (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานCore CPIซึ่งไม่รวมผลของราคาน้ำมันและอาหารสดจะอยู่ที่5.8%)ทำให้เฟดยังคงจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยราว0.75%ในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจอาทิดัชนีPMIภาคการผลิตและการบริการจะชะลอตัวลงมากขึ้นทั้งนี้ตลาดจะจับตารายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน(U of Michigan Consumer Sentiment)อย่างใกล้ชิดโดยผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อสูงและภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจจะกดดันให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคมลดลงสู่ระดับ49จุดจาก50จุดในเดือนก่อนหน้านอกจากนี้ตลาดจะรอลุ้นข้อมูลคาดการณ์เงินเฟ้อระยะกลาง(U of Michigan 5-yr Inflation Expectations)ว่าจะเริ่มชะลอลงจากระดับ3.1%จากที่สำรวจในเดือนก่อนหน้าหรือจะพุ่งสูงขึ้นเพราะหากเงินเฟ้อคาดการณ์เร่งตัวขึ้นก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดยังคงจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงในปีนี้ซึ่งภาพดังกล่าวอาจหนุนให้เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้นอกจากนี้ตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดรวมถึงรายงานสภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ(Fed Beige Book)เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯและทิศทางดอกเบี้ยนโยบายเฟดท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวลงหนักและอาจเข้าสู่สภาวะถดถอยที่เพิ่มสูงขึ้น

ฝั่งยุโรป–ปัญหาเงินเฟ้อสูงพร้อมกับภาพเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากขึ้นทำให้บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันต่างมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปอาทิเยอรมนีแย่ลงมากขึ้นสะท้อนผ่านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี(ZEW Economic Sentiment)เดือนกรกฎาคมที่จะปรับตัวลดลงหนักสู่ระดับ-38จุดจาก-28จุดในเดือนก่อนหน้ามุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวลงหนักจะยังเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์ในฝั่งยุโรปอาทิตลาดหุ้นยุโรปและค่าเงินยูโร(EUR)ในระยะนี้ได้

ฝั่งเอเชีย–ตลาดประเมินว่าปัญหาเงินเฟ้อสูงและการอ่อนค่าต่อเนื่องของค่าเงินท่ามกลางแนวโน้มการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยให้บรรดาธนาคารกลางในเอเชียอาจเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยธนาคารกลางนิวซีแลนด์(RBNZ)อาจขึ้นดอกเบี้ย0.50%สู่ระดับ2.50%เช่นเดียวกันกับธนาคารกลางเกาหลีใต้(BOK)ที่จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง0.50%สู่ระดับ2.25%หลังเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นอย่างไรก็ดีการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางอาจเริ่มชะลอลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงและเศรษฐกิจหลักส่งสัญญาณชะลอตัวลงหนักชัดเจนขึ้นส่วนในภาพเศรษฐกิจนั้นตลาดมองว่าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้นในเดือนมิถุนายนจากอานิสงส์ของการทยอยผ่อนคลายมาตรการLockdownและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางการจีนทำให้ยอดค้าปลีก(Retail Sales)จะโตราว0.3%y/yจากที่ดิ่งลงกว่า-6.7%ในเดือนก่อนหน้าส่วนยอดผลผลิตอุตสาหกรรม(Industrial Production)ก็จะขยายตัวราว4.3%y/yจากที่โตเพียง0.7%ในเดือนก่อนเช่นเดียวกับยอดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร(Fixed Asset Investment)ก็ยังขยายตัวได้ราว6.0%y/y, YTDทั้งนี้เศรษฐกิจจีนในไตรมาส2อาจโตเพียง1.0%y/yชะลอลงจากที่โตได้4.8%ในไตรมาสแรกจากผลกระทบของการระบาดCOVID-19

คุณกำลังดู: เงินบาทวันนี้เปิด‘แข็งค่า’ที่ 35.82บาทต่อดอลลาร์

หมวดหมู่: หุ้น-การเงิน

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด