‘ประยุทธ์’สวม‘หมวก2ใบ’ ‘นายกฯ-แคนดิเดต’ได้-เสีย?

‘ประยุทธ์’สวม‘หมวก2ใบ’ ‘นายกฯ-แคนดิเดต’ได้-เสีย? หมายเหตุ - เป็นความเห็นนักวิชาการต่อสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อจากพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นแคนดิเด...

‘ประยุทธ์’สวม‘หมวก2ใบ’  ‘นายกฯ-แคนดิเดต’ได้-เสีย?

‘ประยุทธ์’สวม‘หมวก2ใบ’ ‘นายกฯ-แคนดิเดต’ได้-เสีย?

หมายเหตุเป็นความเห็นนักวิชาการต่อสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อจากพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีผลอย่างไรต่อการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ก ารที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างไทยชาติ (รทสช.) ในวันที่ 9 มกราคม เมื่อพูดถึงตัวนายกรัฐมนตรีก็ต้องคิดถึงความคิดเชื่อมโยงกับประชาชนภายใต้ระบบรัฐสภา การเมืองไทยตั้งแต่พฤษภาทมิฬ ต้องการนายกฯที่มีความยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ต้องการนายกฯที่เป็น ส.ส.ด้วย อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่จำกัดเรื่องนั้น ทำให้แค่มีรายชื่อในบัญชีแคนดิเดตนายกฯก็เพียงพอแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์แม้ว่าจะได้เป็นผู้ที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อเป็นบัญชีนายกฯ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็เรียกได้ว่าทิ้งระยะห่างจากพลังประชารัฐมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการไปเปิดตัวกับรวมไทยสร้างชาติก็อาจสร้างความรับผิดชอบสาธารณะกับประชาชนที่เคยเลือกตั้ง ณ ปี 2562 เกิดความสับสนว่าประชาชนเคยเลือก พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะที่เป็นผู้แทนที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ ดังนั้น การที่ย้ายพรรคไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติจะส่งผลว่าความรับผิดชอบและความผูกพันจากปี 2562 อาจจะถูกตั้งคำถามได้

แม้ในทางกฎหมายอาจไม่เป็นปัญหาใหญ่ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติแสดงให้เห็นว่าความอ่อนแอของพรรคการเมืองไทย เหมือนแค่เป็นที่เรียกว่าตรายางในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นช่วงท้ายๆ ของการเลือกตั้ง นักการเมืองก็ย้ายไปพรรคไหนก็ได้ แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมืองแต่ในความจริง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนักการเมืองตั้งแต่ทำรัฐประหารแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนักการเมืองมาโดยตลอด และการเป็นนักการเมืองผูกพันกับประชาชน หรือมีความเชื่อมโยงกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจเกิดปัญหาว่าสรุปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ อยากเป็นตัวแทนของใคร และคนที่เคยเลือก พล.อ.ประยุทธ์จะยืนอยู่ไหนกันแน่ ยังสนับสนุนพลังประชารัฐเหมือนเดิมหรือว่าต้องย้ายแรงไปสนับสนุนรวมไทยสร้างชาติด้วย

ส่วนเรื่องข้อกังวลว่า พล.อ.ประยุทธ์จะนำตำแหน่งทางการเมืองไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงหรือไม่ เรื่องนี้ความจริงเป็นปกติของการเมืองอยู่แล้ว คือฝ่ายบริหารจะมีความได้เปรียบในการเตรียมความพร้อมจัดเลือกตั้งใหม่ เพราะการยุบสภาก็อยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมไปถึงภาระหน้าที่ของฝ่ายบริหารต้องไปดูแลนโยบาย ลงพื้นที่ เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าคือการหาเสียงในตัวเองในระหว่างการทำงาน เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าหมวกหนึ่งเป็นนายกฯ อีกหมวกหนึ่งเป็นแคนดิเดตของรวมไทยสร้างชาติไม่ได้ ความจริงก็คือคนคนเดียวกัน

เวลาไปลงพื้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้ไปลงคนเดียว จะมีเครือข่ายสมาชิกพรรคหรือผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ก็ลงพื้นที่ตามกันไปด้วย แล้วก็ไปเข้าหาประชาชน ณ เวลานั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านี่คือความได้เปรียบของฝ่ายบริหาร ตรงนี้ฝ่ายบริหารจำเป็นจะต้องมองบทบาทของตัวเองให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ในวันเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์เลือกที่จะเปิดตัวตอนเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่า โดดทำงานไปเปิดตัวพรรคการเมืองหรือไม่ แต่ก็เป็นเพียงแค่วาทกรรมที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดขึ้น เพราะว่าอย่างไรก็แล้วแต่แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะเปิดตัวไปแล้ว ทุกเวลาทุกการตัดสินใจในนามของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่เหลือ คือการโปรโมตตัวเองในนามของรวมไทยสร้างชาติ เพราะฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้ตั้งแต่นี้ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายรัฐบาลจะได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะฝั่ง ส.ส.ก็ต้องระวังนู่นระวังนี่ เพราะเตรียมเรื่องหาเสียงอะไรพวกนี้ แต่ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่ในเชิงนโยบายอยู่แล้ว เขาก็ควบคู่นโยบายพร้อมกับเตรียมความพร้อมเลือกตั้งได้เลย

กรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า การเปิดตัวเป็นแคนดิเดตของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผลบวกต่อพรรคเพื่อไทย ที่ พล.อ.ประยุทธ์แสดงความชัดเจนทางการเมือง ในประเด็นนี้คิดว่าก็จริง ฝั่งที่เป็นอนุรักษนิยมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีความชัดเจนว่าจะเลือกพรรคไหน ระหว่าง 3 พรรคที่น่าจะเป็นตัวแทนฝั่งอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะเป็นพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และรวมไทยสร้างชาติ การที่ พล.อ.ประยุทธ์มีความชัดเจนก็อาจทำเสียงของกลุ่มนี้แตก และส่งผลต่อทั้ง 3 พรรคนี้ อาจจะได้คะแนนเสียงน้อยลงกว่าเดิม เพราะรวมไทยสร้างชาติ ตัว ส.ส.หรือตัวผู้สมัครก็คือดึงมาจาก 2 พรรคนื้คือพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์

เพราะฉะนั้นแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์เปิดตัวจะสร้างความชัดเจน แต่ผมอาจมองกลับว่าการเปิดตัวนี้ไม่ตื่นเต้น และไม่ฮือฮาเท่าไรนัก เหมือนดูภาพยนตร์แล้วโดนสปอยล์มาก่อน พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงว่าตัวเองจะเป็นตัวแทนของรวมไทยสร้างชาติตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์แล้ว ถ้าเราสังเกตเทียบกับการเปิดตัวของพรรคอื่น อย่างพลังประชารัฐ ขนาดแค่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หรือเพื่อไทยเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค และจัดเป็นเวทีใหญ่โต เรียกว่ามีความตื่นตาตื่นใจ และมีกระแสที่ประชาชนพยายามจะผลักออกไปทั้งพลังประชารัฐและเพื่อไทย

ขณะที่รวมไทยสร้างชาติ ความตื่นเต้นมีไม่มากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในตำแหน่งบริหารมากว่า 8 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าทำให้ประชาชนชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่อาจไม่ได้ทำให้รวมไทยสร้างชาติได้แรงสนับสนุนจากกระแสมากเท่าไรนัก คงต้องกลับไปพึ่งนั่งร้านทางการเมืองคือกลุ่ม ส.ส.ในพื้นที่ที่จะดึงมาในรวมไทยสร้างชาติ

ส่วนเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์จำเป็นต้องอยู่ในรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ เรื่องนี้ตัวกฎหมายไม่ได้จำเป็นว่าต้องอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ด้วยหรือไม่ คือกติกาปี 2560 คือนายกฯเป็นคนนอกก็ได้ แต่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อยที่สุดคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีควรจะมีความยึดโยงกับประชาชน เพราะฉะนั้นสถานะของ ส.ส.ถ้ามีไปด้วยพร้อมๆ กับบัญชีนายกฯไปด้วย ก็จะมีความสง่างามในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น แต่รวมไทยสร้างชาติอาจมีข้อกังวลว่าคนที่จะเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือมีความเสี่ยงบางอย่างที่อาจจะไม่ได้ที่นั่งในส่วนบัญชีรายชื่อตรงนั้น หรือถ้าได้จำนวนคนอาจจะไม่เยอะขนาดนั้น เพราะฉะนั้นอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ลอยตัว เป็นสมาชิกพรรคเฉยๆ และเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ไม่ถือว่าทำให้ พล.อ.ประยุทธ์บอบช้ำเกินไป ในการเลือกตั้งครั้งนี้

รศ.สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

กรณี พล.อ.ประยุทธ์สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างไทยชาติ เป็นอย่างที่รู้กันอยู่ว่า ยังไม่ปัง ก็พยายามทำให้มันปัง เพื่อดึงดูดความสนใจ ส่วนเรื่องการสวมหมวก 2 ใบ ทั้งเป็นนายกฯและเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ เรื่องนี้ถือว่าดีที่แสดงตัวชัดเจน แต่การมานั่งจับผิดว่าเป็นเวลาราชการ เบื่อกฎเกณฑ์พวกนี้ การเมืองจะหาเสียงก็ปล่อยไป คนประกาศตัวเล่นการเมืองชัดเจน จะให้ลาออก ไม่ลาออกนายกฯ แล้วคนอื่นเป็นนายกฯมีใครที่ไหนห้าม ก็ปกติก็เอาตำแหน่งทางการเมืองไปหาเสียงทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกจะเอาเรื่องธรรมชาติมาเป็นเรื่องชั่วร้ายได้อย่างไร ไม่มีปัญหาเลย อย่าถือกันเลยตรงนี้ กฎหมายเล็กๆ น้อยๆ กฎหมายครอบงำพรรคอะไรต่ออะไร เป็นกฎหมายจับผิดไม่เข้าเรื่อง ธรรมชาติของคนเป็นนักการเมือง ไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็หาเสียงอยู่แล้ว จะห้ามนักการเมืองว่าพออยู่ในตำแหน่งนายกฯแล้วนั่งเป่าสากอยู่หรืออย่างไร แค่ไปไหนหรือให้สัมภาษณ์นั้นก็หาเสียงแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามาจับผิดอะไรกันตรงนี้ ใครเป็นรัฐมนตรี ใครเป็นฝ่ายรัฐบาล จะบอกว่าเอาเปรียบไม่ได้ เพราะธรรมชาติทำให้เขาได้เปรียบอยู่แล้ว

ทั้งนี้ เรื่องข้อดีข้อเสียของการเปิดตัวกับพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ มีข้อดีแสดงตัวขึ้นชัดเจนขึ้น แต่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ในการที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯยากกว่าคราวที่แล้ว เพราะคราวที่แล้วรวมกับ 3 ป. ยังปริ่มน้ำ คราวนี้แยกกันแล้วจะไม่จมน้ำหรือ

ส่วนเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเปิดตัวในตำแหน่งอะไรนั้น ก็เรื่องของเขา จะตำแหน่งอะไร เพราะเราขยันตั้งกัน ตำแหน่งหัวหน้าครอบครัว ตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ ตรงนี้ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นทางการในกฎหมายการเมืองด้วยซ้ำ เขาอาจจะตั้งเป็นตำแหน่งยอดบุรุษของพรรคก็ได้ ก็ปล่อยเขา เขาลงก็ดีแล้ว ให้เขาเปิดตัว เรื่องการเมืองแอบเบื้องหลังน่ากลัวกว่า ไม่น่าจะเป็นสุภาพบุรุษพอ ลงมาเปิดตัวดีกว่า ให้ดีสมัครลงเลือกตั้งไปเลย การเมืองเปลี่ยนได้ทุกอาทิตย์ บ้านเมือง เพราะตอนนี้อยู่ในระยะปรับตัว เพื่อให้ไปสู่การเลือกตั้งในต้นปีนี้ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราต้องจับตาดูว่าคนนี้ย้ายไปอยู่พรรคไหน ตกลงคนนี้ยังอยู่พรรคนี้แน่นอนหรือไม่ พอเดือนกุมภาพันธ์คงชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ดีกว่าคราวที่แล้วที่ไม่เปิดตัวขนาดนี้ หมายความว่ามีความกล้าหาญทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น

คุณกำลังดู: ‘ประยุทธ์’สวม‘หมวก2ใบ’ ‘นายกฯ-แคนดิเดต’ได้-เสีย?

หมวดหมู่: การเมือง

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด