สศร.ผนึกพลัง 2 ดีไซเนอร์พัฒนาผ้าไทยร่วมสมัย 4 จังหวัดชายแดนใต้

สศร.ผนึกพลัง 2 ดีไซเนอร์พัฒนาผ้าไทยร่วมสมัย 4 จังหวัดชายแดนใต้

ต้องกล้าคิด กล้าเปลี่ยน กล้าพัฒนา เพื่อสร้างคุณค่า และมูลค่าให้กับผ้าท้องถิ่น หัวใจหลักสำคัญของ โครงการพัฒนาผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ ที่เป็นเสมือนแรงกระตุ้น ผู้ประกอบการด้านสิ่งทอในพื้นที่ชายแดนใต้ ก้าวข้ามกรอบข้อจำกัดทางความคิดในการสร้างสรรค์มรดกทางภูมิปัญญาสิ่งทอในพื้นที่ชายแดนใต้ ให้ได้รับการต่อยอดกลายเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2558 โดยส่งผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบแฟชั่นไปศึกษา สำรวจ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมรดกทางภูมิปัญญาผ้าแดนใต้ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ตามความต้องการ ตามแผนชุมชนหมู่บ้าน โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

โดยมุ่งหวังที่จะให้ผ้าบาติกอันเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในด้านการออกแบบและตัดเย็บเครื่องแต่งกายให้มีความทันสมัย ตรงใจผู้ซื้อ ผู้ออกแบบ และเทรนด์ของโลก รวมทั้งผลักดันให้มีการขยายช่องทางการตลาด และการส่งเสริมการขายอย่างครบวงจร เน้นให้เกิดการผลิตผลงานที่สามารถนําออกขายสู่ตลาดได้ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ทีมข่าววัฒนธรรม มีโอกาสติดตามคณะผู้บริหาร สศร. นำทีมโดย นายโกวิท ผกามาศ ผอ.สศร. พร้อมกับ 2 ดีไซเนอร์แห่งวงการแฟชั่น นายธีระ ฉันทสวัสดิ์ และ นายเอก ทองประเสริฐ ลงพื้นที่ติดตามการส่งเสริมการออกแบบลายผ้าร่วมสมัยและผ้าบาติกของผู้ประกอบการด้านสิ่งทอในพื้นที่ชายแดนใต้ ใน จ.นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา โดยทั้ง 2 ดีไซเนอร์ สวมบททั้งกูรูและคุณครู ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบลายผ้าอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เทคนิคที่นำมาใช้ สู่การสร้าง สรรค์ และพัฒนาผลงาน ศิลปะลายผ้าบาติกของผู้ประกอบการให้ได้รูปแบบใหม่ๆ และใช้เทค นิคที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถยกระดับแบรนด์ของตนเองให้สร้างชื่อระดับนานาชาติ

นายโกวิท กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ สร้างรายได้ให้ชุมชนและประเทศ สามารถทำให้ผู้ประกอบการฟื้นคืนชีพจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และที่สำคัญในปีนี้ สศร.ได้คัดเลือกผ้าบาติกที่มีศักยภาพ เพื่อใช้ในการออกแบบและตัดเย็บเป็นคอลเลกชัน และนำมาจัดแสดงภายในงาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริ กิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพัน ปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระ ชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ระหว่างวันที่ 11–14 ส.ค. ที่รอยัลพารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอนด้วย

ด้าน นายธีระ กล่าวว่า ในฐานะนักออกแบบเราอยากช่วยชุมชน อยากให้ชาวบ้านขายของได้ จึงได้ลงไปทำความเข้าใจความต้องการของผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ อยากพัฒนาสินค้าให้ได้ไปต่อด้วยกัน และลงมือพลิกโฉมให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้น โดยใช้แนวทางการดำเนินงานคือ นวัตกรรมและวัฒนธรรมต้องเดินไปด้วยกัน ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนความคิดใช้มุมจิตวิทยาเข้าไปทำความเข้าใจให้พวกเขา การกล้าคิด กล้าเปลี่ยน ก้าวออกจากกรอบเดิม แต่ยังคงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเอาไว้ เป็นการให้มุมมองการออกแบบอย่างเคารพศักยภาพและองค์ความรู้เดิม โดยที่จะไม่ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตใคร

“นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ปัจจุบันสามารถทำให้พลิกฟื้นคุณภาพชีวิต ให้ผู้ประกอบการหลายๆรุ่น ที่เข้าโครงการ พัฒนาผ้า ขายได้ราคาเพิ่มมากขึ้นกว่า 80% เทียบเท่าราคาผ้าทอ บางรายต้องมีรายการสั่งล่วงหน้าเป็นเดือนๆ อีกทั้งยังส่งออกผ้าบาติกไทยไปสู่ตลาดโลก สู่เวทีแฟชั่นระดับโลก ทำให้คนทั่วโลกรู้จักผ้าบาติกที่มีคุณค่าของประเทศ ไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ สำหรับผ้าที่ใช้ในคอลเลกชัน งานภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากลนั้น ได้ให้ผู้ประกอบการออกแบบสีพาสเทล และสีสดใส ให้ความรู้สึกสดชื่นสบาย สร้างมู้ด แอนด์ โทนที่ดี และคลายความกังวลจากวิกฤติโควิด-19 และสงครามระหว่างประเทศได้” นายธีระ ฉายภาพความสำเร็จการดำเนินงาน

ขณะที่ นายเอก กล่าวว่า การกำหนดธีมบาติกภาพรวมปีนี้ ต้องการสร้างให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมเสื้อผ้ามือสอง ซึ่งได้ผนวกแนวคิดการออกแบบกับธุรกิจที่ขับ เคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของ 4 จังหวัดชายแดนใต้ไว้ด้วยกัน และจากการศึกษาพบว่า จุดอ่อนของผู้ผลิตผ้าบาติก คือไม่สามารถแปรรูปผ้าด้วยการออกแบบและตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าได้ อีกทั้งปัจจุบันสินค้าแฟชั่นค่อนข้างเต็มตลาด จึงเป็นโอกาสที่เราจะแปลงสินค้าเป็นสิน ทรัพย์ทางด้านวัฒนธรรมไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่ามากขึ้นได้ โดยใช้สินค้ามือสองมาต่อยอดให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหญ่ของโลก

“แนวทางที่จะทำคือ ให้ผู้ประกอบการทั้ง 4 จังหวัด คัดเลือกเสื้อผ้ามือสอง อาทิ เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด แจ็กเกต ชุดเดรส จากตลาดคลองแงะ ตลาดมือสองที่ใหญ่ที่สุดของสงขลา จากนั้นให้นำบาติกมาตกแต่งให้มีสไตล์มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ใช้เทคนิคอื่นๆ ทั้งตัด เพ้นท์ ปักลงไป เพื่อให้มีมูลค่ามากขึ้นด้วย โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องตัดเย็บเอง เพราะเป็นงานที่ไม่ถนัด แต่ให้โฟกัสไปที่งานทำผ้าอย่างเดียว ซึ่งมั่นใจได้ว่างานแฟชั่นมือสองที่นำมาสร้างขึ้นใหม่ สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้มีมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ” นายเอก กล่าวพร้อมขยายความด้วยว่า ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งที่มีการศึกษารายละเอียดลงลึกในการพัฒนาผ้าบาติกสำหรับใช้ในการตัดเย็บคอล เลกชันเสื้อผ้าผู้ชาย ในงานภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล คือการนำหนังตะลุง การละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ เข้ามาร่วมออกแบบลวดลายผ้าบาติก โดย เน้นไปที่ตัวตลก หรือไอ้เท่ง ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาที่ตลก และมีเอกลักษณ์ของคนพื้นถิ่นใต้ มีการใช้โทนสี ดำขาว และแดง แทรกเข้าไปในลวดลายให้มีบริบทของความร่วมสมัย ที่ต้องการสื่อหนังตะลุงไปสู่เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆในโลกได้อย่างน่าสนใจ

ทีมข่าววัฒนธรรม มองว่า โครงการพัฒนาผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ น่าจะเป็นคำตอบหนึ่งสำหรับโจทย์ในการช่วยพลิกฟื้นชีวิต ต่อลมหายใจ ให้ผู้ประกอบการผ้าชายแดนใต้ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะอาชีพ มีขวัญกำลังใจให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

แต่ที่เราอยากฝากไว้คือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยหนุนให้เกิดการพัฒนาเพื่อต่อยอดโครงการนี้ให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างจริงจัง และมีความต่อเนื่อง

เพื่อสร้างโอกาสทองให้พี่น้องชายแดนใต้ ได้นำผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก ภูมิปัญญาที่เป็นมรดกอันล้ำค่า มีอัตลักษณ์ มีเสน่ห์ที่ไม่เสื่อมคลายจากปลายด้ามขวานผ่านการตัดเย็บเครื่องแต่งกาย เผยแพร่ปรากฏสู่สายตาคนทั่วโลก อย่างมั่นคงและยั่งยืน.

ทีมข่าววัฒนธรรม

คุณกำลังดู: สศร.ผนึกพลัง 2 ดีไซเนอร์พัฒนาผ้าไทยร่วมสมัย 4 จังหวัดชายแดนใต้

หมวดหมู่: ภูมิภาค

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด