Thor: Love and Thunder ทุกข์ของคนข้างล่าง

Thor: Love and Thunder มหากาพย์บทใหม่ของเทพเจ้าสายฟ้า ที่แน่นอนว่าแฟนคลับชาวมาร์เวลคงอดไม่ได้ที่จะไปตามติดเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ แต่ธอร์ยังได้กลับไปเผชิญหน้ากับอดีตคนรักเก่าอย่างเจนอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้เธอได้กลายเป็นไมตี้ธอร์ เอาละ ถ่านไฟเก่าจะคุกกรุ่นอีกรอบไหมนะ

Thor: Love and Thunder ทุกข์ของคนข้างล่าง

มหากาพย์บทใหม่ของเทพเจ้าสายฟ้า ที่แน่นอนว่าแฟนคลับชาวมาร์เวลคงอดไม่ได้ที่จะไปตามติดเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ แต่ธอร์ยังได้กลับไปเผชิญหน้ากับอดีตคนรักเก่าอย่างเจนอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้เธอได้กลายเป็นไมตี้ธอร์ เอาละ ถ่านไฟเก่าจะคุกกรุ่นอีกรอบไหมนะ

บทความนี้มีการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ หากยังไม่ได้รับชมควรปิดบทความนี้ไปก่อนนะครับ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Thor: Love and Thunder หลังจากที่ธอร์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) ผ่านสมรภูมิสงครามการรบมาอย่างมากมาย เขาเริ่มหมดไฟ หมดอาลัยตายอยากกับชีวิตซูเปอร์ฮีโร่ จนเราเคยได้เห็นธอร์อยู่ในสภาพชีวิตเละเทะไม่เป็นท่า เขาซดเบียร์จะอ้วนเผละ แต่เมื่อเราชีวิตที่ผ่านมาของธอร์แล้ว เราจะพบว่าเขาผ่านความสูญเสียอันยิ่งใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นน้องชายอย่างโลกิ (ที่แม้ว่าจะเป็นคู่ปรับ ตีกันมาหลายรอบแต่สายสัมพันธ์ก็ยากที่จะตัด) สูญเสียแม่ และพ่ออันเป็นที่รัก ยังไม่รวมไปถึงการสูญเสียดาวบ้านเกิดเมืองนอนอย่างแอสการ์ดไปเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะน่าสงสัยว่าทำไมธอร์ถึงเกิดอาการ “เคว้ง”

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อธอร์ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตด้วยการออกเดินทางไปท่องจักรวาลร่วมกับเหล่า “การ์เดี้ยนออฟเดอะกาแล็กซี่” ธอร์จึงเริ่มรู้สึกว่าชีวิตของเขามีเป้าหมายใหม่ๆ ได้สนุกกับการใช้ชีวิตและไม่ต้องแบกรับภาระในการปกครองนิวแอสการ์ด ธอร์ตัดสินใจมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวให้กับวัลคิรี (เทสซ่า ทอมป์สัน) ในการดูแลบ้านเมืองและประชาชนแทน

หากย้อนไปในฉากเปิดเรื่องที่ผู้ชมจะได้เห็นชีวิตอันแสนทุกข์ยากของกอร์ (คริสเตียน เบล) คุณพ่อที่สูญเสียลูกสาวไปเพราะความยากจนข้นแค้นของดวงดาว เทพเจ้าที่เขาเคารพบูชานับถือและถวายความจงรักภักดีให้กลับมองไม่เห็นคุณค่าของเขาแม้แต่นิดเดียว มิหนำซ้ำเขายังมองคนรากหญ้าอย่างกอร์ เป็นแค่เพียงเถ้าธุลีที่ไร้ค่า มีหน้าที่จำนนต่อเทพเจ้า จนทั่งเมื่อจังหวะที่เขาได้ยินเสียงกระซิบจากดาบเนโครซอร์ดที่ทำให้เขาหยิบอาวุธดังกล่าวขึ้นมาสังหารเทพองค์นั้น และด้วยพลังด้านมืดของดาบที่ได้ทำให้กอร์ถูกครอบงำ (และตัวเขาเองก็ยอมจำนน) กอร์จึงปฏิญาณว่าเขาจะออกเดินทางตามสังหารเทพองค์อื่นๆในจักรวาลทั้งหมดให้ราบคาบ

จะเห็นได้ว่าความทุกข์ยาก ไม่มีจะกินของกอร์ ผสมผสานกับความสูญเสียในชีวิตของเขา ได้แปรเปลี่ยนเป็นแรงขับที่ทำให้เขาอยากจะสร้างอารยะขัดขืนและไม่จำนนต่อเหล่าทวยเทพ (ที่ไม่เคยสนใจใยดีความเป็นอยู่ของคนข้างล่าง) ยิ่งประกอบกับความสูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รักแล้ว ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรที่จะต้องเสียอีกแล้ว ก็ล้างบางเหล่าเทพที่เอาแต่สุขสบายไม่ทุกข์ร้อนมันซะเลย

เหตุการณ์ทั้งหมดจึงลงล็อคพอดี เมื่อเพื่อนของทวยเทพของธอร์อย่างเลดี้ซิฟ (เจมี อเล็กซานเดอร์) ถูกกอร์วางแผนลอบสังหารและทำให้เธอพยายามส่งสัญญาณเตือนแก่ธอร์ ว่าบัดดี้ มีคนคลั่งตามออกไล่ล่าเทพเจ้าไปทั่วจักรวาลและนิวแอสการ์ดน่าจะเป็นเป้าหมายต่อไป ทำให้ธอร์ต้องรีบเดินทางไปเตือนวัลคิรี โดยหารู้ไม่ว่านี่คือกลวงของกอร์ที่มีแผนการบางอย่างมากกว่าแค่ล่อเหล่าทวยเทพออกมาฆ่า

ในอีกหนึ่งช่วงจังหวะของ Thor: Love and Thunder ที่น่าสนใจคือช่วงเวลาที่ธอร์ คอร์ก ไมตี้ธอร์หรือเจน ฟอสเตอร์ (นาตาลี พอร์ตแมน) และวัลคีรี เดินทางไปยัง “ออมนิโพเทนท์ ซิตี้” หรือเมืองที่เป็นศูนย์รวมของเหล่าทวยเทพ เพื่อส่งข่าวเตือนภัยเทพเจ้าซุสและขอความช่วยเหลือจากเขา โดยงานประชุมครั้งนี้เทพเจ้าซุส (รัสเซล โครวว์) ถือเป็นประธานในการเปิดประชุม แต่ด้วยอุปนิสัยบ้าอำนาจ ไม่สนใจใยดีเรื่องของคนอื่น มิหนำซ้ำยังทวงบุญคุณเก่ง (เอ๊ะ คล้ายๆกับผู้นำในประเทศไหนไหมนะ) จึงทำให้ผู้ชมเห็น “สันดาน” ของเหล่าทวยเทพบางกลุ่มชัดเจนมากขึ้นว่า พวกเขาสนใจแค่เพียงการเสพย์สุขอยู่ในวิมานของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจคนอื่น อย่าไปหวังถึงประชาชนคนรากหญ้าเลย พวกเขาไม่หัวตัวตนของคนพวกนั้นเลยด้วยซ้ำไป

จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งในหนังภาคนี้หากมองเป็นเรื่องเชิงการเมืองแล้ว มันคือการสะท้อนภาพการปกครองที่ล้มเหลวของชนชั้นผู้นำ ที่ไม่สนใจความทุกข์ของผู้อื่น จนทำให้คนรากหญ้าตัดสินใจลุกขึ้นมาสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม

ในขณะเดียวอีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจคือการมองหาที่พึ่งพิงทางใจ และหาทางที่จะเยียวยา “สังขาร” ของตัวละครอย่างเจน ฟอสเตอร์ หนังเผยให้คนดูเห็นว่า ตัวของเธอเองกำลังต้องเผชิญหน้ากับโรคมะเร็งในระยะที่สี่ ที่เจนเองก็เหมือนจะรู้ชะตากรรมของตัวเองดีว่า หนทางในการมีชีวิตต่อไปคงจะริบหรี่เต็มที แต่เมื่อเธอเปิดอ่านตำราปกรณัมและพบว่าค้อนโยเนียร์ อาจจะสามารถมอบพลังอำนาจและต่อชีวิตของเธอไปได้อีกสักระยะ เธอจึงหวังปาฏิหาริย์ดังกล่าว โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นไมตี้ธอร์

ความหวังอันริบหรี่ของเจน อย่างน้อยเธอก็ยังมีความหวังที่จะสู้ชีวิตต่อไป แม้เธอจะไม่ได้คาดหวังอะไรมากก็ตาม แต่การที่เธอเองได้หวนกลับมาเจอกับคนรักเก่าอย่างธอร์ (และหนังก็เปิดโอกาสให้เราทำความเข้าใจเหตุผลว่าทำไมทั้งสองคนจึงเลิกรากันไป) อย่างน้อยพลังใจในการใช้ชีวิตก็ยังกลับมาลุกโชนได้บ้าง

แม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่คนตัวเล็กที่ไม่เคยมีพลังอำนาจอะไรอย่างเจน ก็ได้ใช้พลังจากค้อนโยเนียร์ ได้เรียนรู้การต่อสู้เพื่อปกป้องคนอื่น ได้กลับไปเจอคนรักเก่า ได้เรียนรู้ที่จะเผื่อแผ่พลังงานดีๆไปให้คนรอบข้าง อย่างน้อยเมื่อวาระสุดท้ายมาเยือนเธอก็ไม่ได้เสียดายอะไรในชีวิตอีกแล้ว

ความตายใน Thor: Love and Thunder ไม่ว่าจะเป็นกอร์หรือเจน ฟอสเตอร์ ตัวละครทั้งสองตัวนี้ถือเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่เคยมีพลังอำนาจอะไร แต่เมื่อวันหนึ่งพวกเขาได้รับอำนาจวิเศษ ทั้งสองต่างก็เลือกใช้พลังดังกล่าวเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของชีวิตพวกเขาอย่างเต็มที่ อย่างน้อยตัวละครทั้งสองก็รู้ดีว่า พวกเขามีชีวิตต่อไปเพื่อสิ่งใดกันนั่นเอง

คุณกำลังดู: Thor: Love and Thunder ทุกข์ของคนข้างล่าง

หมวดหมู่: หนัง-ละคร

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด