ทราย เจริญปุระ เล่าชีวิตหลังหยุดยาซึมเศร้า ป่วยโรคนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

ทราย เจริญปุระ นางเอกร้อยล้านที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยอมเล่นบทคนใช้ไม่ใช่เพราะตกต่ำ แต่เพราะบทมันท้าทาย ป่วยซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องน่าอาย ต้องเปิดใจยอมรับการรักษา

ทราย เจริญปุระ เล่าชีวิตหลังหยุดยาซึมเศร้า ป่วยโรคนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
  • ทราย เจริญปุระ นางเอกร้อยล้านที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
  • ป่วยซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องน่าอาย ต้องเปิดใจยอมรับการรักษา
  • ยอมเล่นบทคนใช้ไม่ใช่เพราะตกต่ำ แต่เพราะบทมันท้าทาย

ทราย เจริญปุระ ถูกจัดให้เป็นนักแสดงฝีมือเยี่ยมอันดับต้นๆ อีกคนของวงการบันเทิง ซึ่งมีผลงานที่แฟนๆ ให้การยอมรับในการแสดงของเธอหลายสิบชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นก็มีบทบาทที่แตกต่างกันไป

หลายๆ คนเติบโตมาพร้อมกับเธอตั้งแต่ที่ทรายเริ่มเข้าวงการตอนอายุ 14 ปี จนตอนนี้ทรายอายุ 41 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงยืนอยู่ในวงการบันเทิงเสมอมา กาลเวลาไม่สามารถกลืน ทราย เจริญปุระ ให้หายไปได้

วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ ทราย เจริญปุระ ในรอบหลายปี ก็ไม่พลาดที่จะอัปเดตชีวิตของเธอ และเล่าถึงเรื่องวันวานของเธอคนนี้กันว่ากว่าจะมาเป็นนักแสดงที่ทุกคนยอมรับในฝีมือ ทรายต้องผ่านการถูกวิจารณ์มาไม่น้อยเช่นกัน

ประสบการณ์สูงแต่ไม่กดดันตัวเอง

เราเริ่มต้นบทสนทนาการด้วยเรื่องการทำงานของทราย ที่ต้องยอมรับว่าทรายทำงานในวงการมากว่า 20 ปี ทำให้มีชั่วโมงบินที่สูงมาก ทรายมีความกดดันในเรื่องของการทำงานบ้างหรือไม่ ซึ่ง ทราย เจริญปุระ หัวเราะก่อนจะบอกกับเราว่า

"เวลาทรายเล่นหนัง เล่นละคร ทรายเล่นเท่ากันทุกเรื่องไม่เคยรู้สึกว่านั่นหนังใหญ่ ซีรีส์ ละคร ฟรีทีวี ทรายเล่นเท่ากันหมด ไม่มีแบบว่าเรื่องนี้เราต้องเล่นเป็นพิเศษนะทรายทำงานเต็มที่ตามแบบของทราย และทรายก็มีเลเวลการทำงานแค่เลเวลเดียว ทุกบทมันสำคัญ ถ้าเล่นคือต้องเล่นให้เต็มที่

แต่ถ้าไม่รับเล่นก็คือไม่รับเลยเพราะความเหมาะสมของบท เด็กไปหรือแก่ไป หรืออันนี้ไม่ไหว เอาไม่อยู่แน่ๆ เล่นแล้วไม่น่ารอด เล่นแล้วคนคงไม่เชื่อ ทรายก็จะไม่รับเลย

และทรายไม่ซีเรียสว่าจะต้องเล่นเป็นบทเด่น หรือต้องเล่นบทนำ ขอแค่เล่นแล้วให้คนจำได้ว่าทรายเล่นดี เล่นแล้วคนจำได้ ทรายให้น้ำหนักในการทำงานแบบนี้มากกว่า"

เราถาม ทราย ต่อว่า รู้ตัวใช่มั้ยว่าตัวเองทำให้เพื่อนร่วมงานเกร็งเมื่อต้องมาทำงานกับทราย งานนี้นักแสดงสาวหัวเราะแล้วก็บอกเล่าว่า

"นั่นสิ ทำไมนะ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ทรายพยายามพัฒนาตัวเองมาตลอดก็คือการพูดคุยให้เก่งขึ้นเวลาที่อยู่ในกองเพราะรู้ว่าหลายคนเกร็ง เวลาอยู่เฉยๆ ทรายจะหน้าดุ และคนในแต่ละยุคก็จะมีภาพจำของทรายแตกต่างกันไป เพราะบทที่ทรายได้รับก็จะมีความแตกต่าง และมีแต่บทที่ยากและท้าทายทรายทั้งนั้น หลายๆ คนก็เลยคิดว่าทรายจะต้องเป็นแบบตัวละครที่ทรายเล่น แรงๆ ร้ายๆ น่ากลัวๆ (ยิ้ม)"

นางเอกร้อยล้าน

เด็กรุ่นใหม่อาจจะยังไม่รู้ว่า ทราย เจริญปุระ คือนางเอกร้อยล้านคนแรกของวงการหนังไทย ฉายานี้ก็ยังติดตามตัวทรายมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องนี้ ทรายเล่าให้เราฟังว่า

"เอาจริงๆ นะตอนที่ทรายเล่นนางนาก คนด่าทรายเยอะมาก และตอนนั้นมันเป็นยุคหนังกระโปรงบานขาสั้น ใสๆ ไม่มีใครมาเดินตัวดำ ผมสั้น ตอนนั้นคนบอกว่าทรายตัดสินใจผิดที่รับเล่น เป็นการดับเส้นทางการทำงานของตัวเอง อยู่ดีไม่ว่าดี ใครจะไปดู แต่ทรายชอบบทนี้อะ ถึงแม้จะมีคนดูแค่ 20 คนแต่คนบอกว่าทรายเล่นดีก็พอแล้ว"

ก่อนที่ทรายจะเล่าให้เราฟังว่า ทำไมเธอถึงตัดสินใจรับเล่นภาพยนตร์เรื่อง นางนาก ทั้งๆ ที่มีแต่คนคัดค้านให้ฟังอีกครั้งว่า "ตอนที่ทรายรับเล่นนางนาก ด้วยความที่ทรายเริ่มเข้าวงการตั้งแต่อายุ 14 ปี มันก็ยังโตเป็นสาวไม่เต็มที่ การที่จะหาบทที่เหมาะกับวัยมันค่อนข้างมีน้อยมาก แล้วมีคนบอกให้ไปแคสต์นางนากเพราะเขาบอกว่าเราเหมาะ ทรายยังถามพี่อุ๋ย นนทรีย์ ว่าทรายเหมาะกับบทนี้จริงๆ เหรอ

เพราะภาพจำของแม่นากของคนตอนนั้นคือ ผมยาว สวย มีความเป็นสาวสวย แต่ทรายไม่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยและต้องถูกจับตัดผมสั้น ทาฟันดำ ไม่ได้กลัวตัวเองไม่สวยนะ แต่กลัวว่าคนจะอินมั้ย ตอนนั้นก็คิดนะจะมีคนมาดูเหรอ หนังภาพมืดๆ ไปหมดแบบนี้ แต่ถือว่าเป็นโชคดีของทรายที่เหมาะกับภาพที่ทีมงานเขาต้องการพอดี

ตอนที่ได้เป็นนางเอกร้อยล้านก็งงมาก และหลังจากนั้นก็มีคนบอกว่าบทนี้เหมาะกับทรายนะ ซึ่งก็ตลกมากเพราะก่อนหน้านี้ทรายไม่เคยเหมาะกับบทไหนมาก่อนเลย (หัวเราะ) ทำไมอยู่ๆ ทุกบทก็เหมาะกับทรายไปหมด ทุกคนใจเย็นๆ นะ

หลังจากที่นางนากประสบความสำเร็จอย่างมาก ตอนนั้นงานรุม งานเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตอนนั้นแม่ดูคิวให้ทราย แล้วแม่จะบอกว่ามีคนส่งบทมาให้ ช่วงนั้นมีบทให้ทรายอ่านแทบทุกวันเลย ก็แปลกดี (ยิ้ม)"

เลือกบทที่คนอื่นไม่กล้าเล่น

เราถาม ทราย เจริญปุระ ต่อว่ามีเกณฑ์ในการเลือกบทบาทที่จะเล่นเป็นแบบไหนบ้าง ซึ่งนักแสดงสาวมากฝีมือก็ได้บอกกับเราว่า "ทรายไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องไปวัดตัวเองด้วยการรับบทที่ฉีกมาก แหกมากเพราะว่ามันจะเป็นทุกข์เกินไป แต่อะไรที่คนไม่ค่อยอยากเล่น เพราะกลัวจะเสียภาพลักษณ์ อันนั้นทรายจะชอบเพราะรู้สึกว่าภาพที่คนจำทรายไม่ได้มีคนจำทรายได้จริงๆ คนน้อยมากที่จะรู้จักว่าจริงๆ ทรายเป็นคนยังไง

คนจะคิดว่าทรายเป็นคนแรงๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะบทมันทำให้คนคิดว่าทรายเป็นแบบนั้น แต่จริงๆ ทรายไม่ได้เป็นคนแบบนั้นและการที่ได้ไปทำอะไรแบบนั้นมันสนุกมากๆ

และการที่ได้เห็นว่าคนเชื่อว่าเราเป็นแบบนั้นมันก็รู้สึกดีมากๆ ว่าตัวเองไปถึงเส้นที่คนคาดหวังว่านักแสดงที่จะมาเล่นบทแบบนี้จะเล่นได้ถึงไหน อะไรที่ประหลาด คนไม่เล่น ทรายจะเล่น

เวลาเล่นบทหนักๆ แล้วคนจะเครียดแต่ทรายชอบ มันไม่มีบทที่ไม่ดี มันอาจจะมีบทที่พูดน้อยกว่าคนอื่น แต่ในฐานะนักแสดงเรารักตัวละครของเราทุกตัว ไม่ว่ามันจะจบได้น่าสังเวช เวทนาขนาดไหน แต่ระหว่างทางทรายก็จะเล่นให้มันกลมที่สุด มีสีสันที่สุด ให้มันอยู่ในความทรงจำของคนให้มากที่สุดได้หรือเปล่า

ตอนที่ไปเล่นเป็นคนใช้ คนก็มองว่าทรายตกแล้วหรือเปล่า แต่ทรายยังอยู่ที่เดิม แต่ว่าอยากเล่นเพราะว่ามันสนุก แต่คนไม่เชื่อ คิดว่าต้องมีอะไร ทรายร้อนเงินหรือเปล่า แค่ทรายอยากเล่นบทนี้จริงๆ และไม่ได้รู้สึกด้อยที่เล่น จะบทไหนก็ตามถ้าอยากเล่นทรายจะกระโดดเข้าใส่

ถามว่าทรายอยากเล่นบทเบาๆ ง่ายๆ บ้างมั้ย ก็ไม่ถึงกับอยากแต่เล่นได้ อย่างในละครวายที่ทรายเล่น ทรายก็มีความสุขมากที่ได้เล่นบทแม่ ทุกคนก็ว่าทรายทำไมต้องรีบเล่นเป็นแม่ ทรายไม่ได้รีบ แต่ทรายอายุ 41 ปีแล้วนะมันก็ไม่ได้หลุดนะ ซึ่งบทนี้เหมือนจะง่ายแต่มันไม่ได้ มันก็มีฉากดราม่าๆ มาให้เราได้เล่นอยู่ดี"

นักร้องยุค 90

นอกจากจะเป็นนักแสดงที่มีฝีมือไม่ธรรมดาแล้ว ทราย เจริญปุระ ยังเคยเป็นนักร้องที่ได้รางวัลมาครอง และมีเพลงฮิตติดลมบนที่ทุกวันนี้ยังมีคนเปิดเพลงของเธอตามคลื่นวิทยุอยู่ อย่างสายลมที่หวังดี, ครูกระดาษทราย ซึ่งทรายเล่าความรู้สึกของตัวเองเมื่อครั้งเป็นนักร้องให้ฟังว่า

"บทบาทการเป็นนักร้องของทรายก็ยอมรับว่าลืมไปแล้วนะ (หัวเราะ) ยุคนั้นมันต้องทำได้หมด ดารา นักร้อง มีเส้นทางแบบเดียวกัน ทรายไปถ่ายละครและเช็กเสียง แต่ทรายไม่ถนัดเต้น ไม่มุ้งมิ้ง ให้ร้องได้ แต่พอได้ร้องก็เอาซะมุ้งมิ้งเลย เพลงครูกระดาษทราย ทำทรายเครียดมาก เพราะต้องซ้อมเต้น มันไม่ใช่ทราย

มันดูทรมานมากเวลาที่ต้องร้องอะไรแล้วมันไม่อิน แต่เพลงครูกระดาษทรายเป็นเพลงที่ดีนะคะ แต่เพลงอื่นที่ต้องร้องแต่ทรายก็ไม่อิน (หัวเราะ) เวลาร้องมันก็ทรมาน มันไม่แฮปปี้ ไม่สนุก

ทรายอยากทำเพลงร็อก มันจะได้พูดจาอะไรที่มันตรงไปตรงมากว่านี้ แต่ด้วยวัยก็ต้องทำเพลงตามวัย ใสๆ ถักเปียไป แต่ในใจมันค้านกันพอสมควร ก็เลยแยกย้าย ก่อนจะไปทำกับอีกค่ายและได้ทำเพลงร็อก

และแกรมมี่ก็เรียกทรายไปทำเพลงอีกครั้ง และด้วยวัยของเราที่มันได้แล้ว เขาก็ยอมให้ทรายเป็นร็อก และทรายก็ได้รางวัลนักร้องหญิงยอดเยี่ยมของสีสันอวอร์ด ก็เลิกทำเมื่อได้รางวัลมา (ยิ้ม)"

ป่วยซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องน่าอาย

แม้จะประสบความสำเร็จในชื่อเสียงและการงาน แต่ ทราย เจริญปุระ กลับต้องเผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้าที่เข้าเล่นงานเธอ แม้จะเป็นโรคที่หลายคนอาย แต่ทรายกลับไม่อายที่จะยอมรับและบอกกับทุกคนว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับโรคนี้อยู่ ซึ่งทรายเล่าให้ฟังว่า

"การยอมรับว่าตัวเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามันเป็นเรื่องธรรมดามากนะคะ แต่มันก็อาจจะยากเพราะเราอยู่ในสังคมที่เดินไปซื้อยากินเองมันง่าย แต่พอเป็นโรคซึมเศร้า ความเศร้า ความเครียด ความกังวลมันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เรื่องความไม่สบาย ให้ผู้เชี่ยวชาญเขาช่วยดีกว่า มันประหยัดเวลาไม่ต้องมานั่งงมว่าเป็นหรือเปล่า เพราะถ้ารู้ว่าเป็นก็จะได้ไม่เสียเวลาและเริ่มรักษาก็จะหายเร็ว ไม่ต้องทนทรมานและมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ทรายไม่ได้บอกว่าการกินยามันแย่ไปหมด มันมีเอฟเฟกต์ค่ะ อย่างตอนที่ทรายกิน ทรายก็อ้วนขึ้นแต่มันต้องแลกเพื่อที่จะได้ความเสถียรทางอารมณ์ มันคุ้มค่าที่จะแลก รู้เร็ว หาหมอเร็ว ก็อ้วนอยู่แค่ 3 เดือน มันมีราคาที่ต้องจ่ายทุกอย่าง

ถ้าไม่อยากหาหมอเพราะกลัวคนหาว่าบ้า แต่คุณก็จะทรมาน มันดีเหรอที่จะต้องใจร้ายกับตัวเองเพียงเพื่อที่จะไม่ให้ทุกคนมองว่าเราบ้า ให้เขามองว่าเราเป็นคนปกติ

โลกมันใจร้ายกับเรามากๆ อยู่แล้ว เราก็ควรจะใจดีกับตัวเองด้วย ใส่ใจพาตัวเองไปหาหมอเมื่อเจ็บป่วย มันไม่ได้แย่นะ มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ตรวจไม่รักษา"

จากนั้น ทราย เจริญปุระ ก็เล่าให้เราฟังต่อว่า เธอนั้นรักษาด้วยการทานยามาหลายปี และเคยหยุดยาซึมเศร้ามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายหมอต้องให้กลับมากินยาอีกครั้งว่า

"คือทรายมีแพลนจะหยุดตั้งแต่ช่วง 62 แต่พอดีแม่เสียหมอก็เลยยังไม่ให้หยุด ขอดูไปก่อน พอช่วงปี 63 ก็ค่อยๆ ลดยา จะหยุดไปเลยไม่ได้ ทรายเคยหยุดไปแล้วรอบหนึ่งแต่ต้องมากินอีกเพราะหมอเห็นแล้วว่าทรายคงจะสู้กับมันคนเดียวไม่ได้ ทำเต็มที่แล้ว แต่มันไม่ไหวก็กินยา สู้ด้วยการให้หมอช่วย

และพอหยุดยารอบนี้ก็ไม่ยากเท่าไร เพราะเราเคยหยุดมาแล้วและรู้ว่ามันจะมีอาการอะไร ซึ่งเราก็จัดการกับมันได้ แต่ก็มีทักษะบางอย่างที่หายไป เช่น เขียนหรืออ่าน เราจะรู้ตัวเอง จะระมัดระวังตัวเองมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนมียาช่วยประคอง แต่ตอนนี้ไม่มี ต้องรู้เท่าทันตัวเองให้ตลอด วางแผนให้ตัวเอง

แต่มันก็มีวันที่แย่แต่ไม่ถึงขั้นเอาไม่อยู่ หลังจากหยุดยา อาจจะทำอะไรได้น้อยลงกว่าตอนที่กินยา บางทีก็เฟลนะแต่ก็บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ช่างมันและพอเวลาผ่านไปเดี๋ยวมันก็เริ่มดีขึ้น หยุดยาแล้วหลายคนก็บอกว่าทรายก็ยังเหมือนเดิม ก็ทรายยังเป็นเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต้องต่อสู้คือภายในที่เราไม่ได้บอกรายละเอียดกับใคร เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ

หลังจากที่กินยามาเรื่อยๆ และเริ่มลดยา ก่อนจุดหยุดยา ในช่วงที่กินทรายจะอ้วนขึ้นเยอะมาก ทรายก็ตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง จะลดน้ำหนักให้ได้ 20 กิโลฯ ด้วยการออกกำลังกายเบาๆ ควบคุมอาหาร เพราะทรายอยากเป็นคนกระฉับกระเฉง

ตอนที่ทรายอ้วนขึ้น ตอนนั้นคนก็ถามทุกวันว่าเป็นอะไร พอตอบว่ากินยาคนก็ถามว่าเป็นอะไรทำไมต้องกิน มันก็ต้องมาอธิบาย ซึ่งเขาถามทรายเพราะความปรารถนาดี

ตอนที่น้ำหนักขึ้นมันก็มาพร้อมกับความเศร้าของทราย มันพ่วงกันมา น้ำหนักขึ้นเพราะเราต้องกินยา ซึ่งก็บอกตรงๆ ว่าทรายไม่ได้ชอบตัวเองช่วงนั้นเลยแต่ต้องทำเพื่อที่จะพาตัวเองผ่านผ่านกระบวนการนี้ไปให้ได้

อ้วนก็ดีกว่าเศร้าจนตาย ทรายยอมอ้วนดีกว่า พอมีแนวโน้มที่ดี เราก็จัดการดูแลตัวเองทุกสิ่งอย่าง ตอนนี้ก็รูปร่างโอเค กลับมาเป็นตัวเอง เวลาโดนชมว่าผอมแล้วก็ใจฟู (ยิ้ม)"

เป็นที่ปรึกษาของชาวเน็ต

เพราะทรายมีประสบการณ์การเป็นโรคซึมเศร้า และการเปิดตัวว่าเธอนั้นรักษาตัวอยู่ จึงทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทรายนั้นยินดีที่จะให้คำปรึกษาเท่าที่ตัวเองจะให้ได้ว่า

"เวลามีคนมาขอคำปรึกษาเรื่องนี้กับทราย ทรายจะเชียร์ให้ทุกคนที่มาปรึกษาไปหาหมอ ถ้าเป็นจะได้รักษา แต่ถ้าไม่เป็นก็จะได้โล่งใจไม่ต้องมานั่งกังวลว่าตัวเองเป็นรึเปล่า

แต่การที่ทรายไม่สบายมันมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่เป็นความเครียดภายใน เป็นการเจ็บทางใจที่ไม่ใช่เป็นการเอาไม้ตี หลายๆ คนต้องการแค่คนที่เข้าใจเขา รับฟังและไม่ตัดสินเขาเพราะบางเรื่องพูดกับใครไม่ได้ พูดกับพ่อแม่ไม่ได้เพราะปัญหามาจากครอบครัว

ซึ่งทรายจะมีลิมิตในการรับฟังปัญหา อันไหนไหวก็รับฟัง ถ้าหนักไปทรายก็จะบอกเขาว่าไม่ไหวนะ แล้วทรายก็จะไปเล่นกับแมวเป็นการล้างเรื่องหนักๆ เวลารับฟังเรื่องหนักๆ มาเยอะ มันช่วยทรายได้เยอะเลย (ยิ้ม)"

ก่อนที่ ทราย เจริญปุระ จะส่งกำลังใจให้กับคนที่ป่วยซึมเศร้า หรือป่วยโรคอื่นๆ แล้วทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปว่า

"ใครก็ตามที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จะเป็นเพราะวัย หรือยารักษาโรค หลักการคือเอาชีวิตให้รอดก่อน ต้องพาตัวเองผ่านปีนี้ให้ได้ก่อน เอาใจตัวเองแข็งแรงก่อน เอาให้จิตใจแข็งแรงก่อน ไปทีละสเตป

ทรายเข้าใจว่ามันทุกข์ที่ตื่นขึ้นมาเห็นตัวเอง มันรู้สึกแย่มากแค่ไหน แต่อยากให้บอกตัวเองว่าเราต้องมีชีวิตรอดให้ได้ก่อน พอร่างกายแข็งแรง เราจะมีกำลังลุกขึ้นมาจัดการทุกอย่าง แต่ในวันที่ร่างกายเรายังไม่แข็งแรงอยากให้ไปทีละสเตปก่อน เรียงความสำคัญไปทีละเรื่อง

ใครที่มาวุ่นวายกับชีวิตมากๆ ก็ด่าได้นะ (หัวเราะ) เพราะคนบางคนก็แค่พูดแค่ทักไปตามที่ตาเห็น ไม่ได้คิดอะไร ตอนที่ทรายอ้วน ทรายโดนทุกวัน ทรายทำใจรอไว้เลย มีโมโหบ้างนะเวลาที่โดนทักบ่อยๆ ก็เลยต้องพาตัวเองผ่านจุดนั้นให้ได้

เพราะในชีวิตจริงเราไม่สามารถที่จะเจอคนที่ไนซ์กับเราได้ตลอด แต่ก็อยากให้คิดว่าคนเราไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของตัวเองเท่าไร บางคนพูดอะไรไม่น่ารักออกไป เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาพูดทำร้ายคนอื่น

เพราะเขาไม่ได้คิด มันไม่ได้อยู่ในกระบวนการคิดของเขา เขาแค่พูดมันออกมา เราก็แค่ฟังและบอกตัวเองว่าสิ่งที่เขาพูดมันไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นกับเรา

ถ้าคนใกล้ตัวทักแบบนี้เราก็บอกไปตรงๆ เลยว่าไม่ชอบให้พูดแบบนี้ ต้องแจงให้เขาฟังว่าเราไม่ชอบ แค่เราป่วยมันก็เหนื่อยแล้ว พอแล้วไม่ต้องพูดแล้ว"

เห็นไฟแล้วใจมันสั่น

27 ปีที่ ทราย เจริญปุระ โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง เราถามตรงๆ ว่าเธอนั้นคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วหรือไม่ ซึ่งนักแสดงสาวมากความสามารถตอบเราว่า

"ถามว่าในวันนี้ทรายประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ทรายชอบตัวเองในทุกวันนี้นะ เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่จริงๆ แต่มันก็ต้องแลกมาแบบพ่อตายแม่ตาย แต่ค่อนข้างชอบที่ผ่านมาได้ อาจจะดีบ้างไม่ดีบ้างก็เป็นธรรมดามนุษย์ แต่มันก็ไม่ได้แย่

และทรายก็ยังอยากจะทำงานในวงการบันเทิงต่อไป นึกภาพตัวเองไปทำอย่างอื่นไม่ออกเลยนะ เขียนหนังสือได้ แต่เราเป็นนักแสดง มันแพ้เสียงปี่เสียงกลอง เห็นไฟแล้วใจมันสั่น มันอยู่ในสายเลือด

และการทำงานของทรายตอนนี้มันเลยจุดที่อยากจะเล่นเพื่อให้ตัวเองโด่งดังไปแล้ว แต่เล่นเพราะเรารักมัน เวลาที่มีคนเรียกให้ไปทำงานก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความรักอยู่เสมอ (ยิ้ม)"

ก่อนที่ ทราย เจริญปุระ จะขอบคุณแฟนๆ ของเธอที่ติดตามมาอย่างยาวนาน หรือเพิ่งจะมาติดตามเมื่อไม่นานมานี้ เพราะกำลังใจจากทุกคนทำให้ทรายนั้นผ่านเรื่องแย่ๆ มาได้ว่า

"ทรายขอบคุณทุกคนที่ติดตามและให้กำลังใจทรายเสมอ ทรายขอบคุณมากๆ เพราะในบางวันทรายก็ไม่ได้น่ารัก มีวันที่ไม่อยากคุยกับใคร ทรายมีวันที่ไม่น่ารักเยอะมากถ้าเทียบกับดาราคนอื่นๆ เพราะทรายมีความสวิงสูงมาก แต่มันมีคนเข้าใจทราย

ทรายรู้สึกว่าได้รับความรักจากพวกเขาที่เข้าใจ อยากจะบอกว่าพวกคุณคือกำลังใจสำคัญที่ทำให้ทรายไม่ล้มไปกลางทาง ไม่ตายไปในวันที่โดนสาปจากคอมเมนต์ประหลาดๆ ในวันที่เราไม่มั่นใจตัวเอง กำลังใจจากแฟนๆ มันประคองทรายได้ (ยิ้ม)"

ผู้เขียน : จันทร์เจ้าขา

กราฟิก :Jutaphun Sooksamphun, Sathit Chuephanngam

ช่างภาพ : วัชรชัย คล้ายพงษ์

คุณกำลังดู: ทราย เจริญปุระ เล่าชีวิตหลังหยุดยาซึมเศร้า ป่วยโรคนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

หมวดหมู่: ความบันเทิง

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด