ถอดบทเรียนความรุนแรง "กราดยิงหนองบัวลำภู" ก้าวไกล ชี้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ถอดบทเรียนความรุนแรง "กราดยิงหนองบัวลำภู" ก้าวไกล ชี้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ถอดบทเรียนความรุนแรง เหตุ "กราดยิงหนองบัวลำภู" ขณะที่ "พรรคก้าวไกล" ชี้ ต้องแก้ปัญหาที่โครงสร้าง พร้อมแนะวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นซ้ำ

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 10 ต.ค. 2565 พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล และ รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล ร่วมพูดคุยเรื่อง "ถอดบทเรียน ปืน-ความรุนแรง" ต้นเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู ผ่านรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์

รังสิมันต์ เผยว่า หลังจากได้ยินข่าวแล้วตกใจมาก ไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำอีก รู้สึกเสียใจจริงๆ แต่ยอมรับว่าปัญหาการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธปืน ไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือตำรวจ มันเป็นระเบิดเวลาที่รอคอย ตั้งแต่เหตุการณ์กราดยิงโคราชทำให้เห็นว่าไม่ได้มีการปรับปรุงในเรื่องของโครงสร้างที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก และกังวัลว่าจะไม่จบที่หนองบัวลำภู อาจจะเกิดขึ้นที่จังหวัดอื่นอีกได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ปัญหาที่โครงสร้าง นี่คือระเบิดเวลาที่รอสังคมไทยอยู่

ขณะที่ พริษฐ์ เผยว่า ถ้าพูดถึงความรู้สึก คือเสียใจไม่ต่างกับคนไทยทั้งประเทศ ถ้าเราพยายามวางโจทย์ไว้ว่าสังคมไทยต้องทำอะไร มองไว้ 3 ข้อที่คนไทยต้องช่วยกันขับเคลื่อนในปัจจุบัน คือ 1.ฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดยเฉพาะญาติผู้สูญเสีย 2.การพยายามป้องกัน และเพิ่มความเข้มงวดไม่ให้มีพฤติกรรมเลียนแบบ 3.วางแนวทางอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในอนาคต

ปัจจัยที่นำไปสู่เหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู จะมองแค่เรื่องปืนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแก้ไขทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ, กลางน้ำ ยันปลายน้ำ "ต้นน้ำ" คือ ป้องกันยังไงไม่ให้คนหนึ่งเป็นอาชญากรได้ ต้องไล่ดูสาเหตุ เช่น เรื่องสารเสพติด, ปัญหาสุขภาพจิต หรือวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งแต่ละกรณีก็อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป "กลางน้ำ" พอมีความคิดที่จะเป็นอาชญากรแล้ว จะไปทำร้ายคนอื่นแล้ว เราจะปิดช่องทางยังไงไม่ให้เขาไปก่ออาชญากรรมได้ อันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญในการควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนของกลุ่มคนดังกล่าว และ "ปลายน้ำ" สมมติว่ามีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เราจะวางระบบยังไงเพื่อปกป้องประชาชนในที่เกิดเหตุให้รอดจากสถานการณ์ให้ดีที่สุด

ขณะที่ รังสิมันต์ เผยต่อว่า ต้องยอมรับว่าตำรวจไทยใกล้ชิดกับบรรดาธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งตำรวจ หรือทหาร ในปัจจุบันต้องมีต้นทุน เช่น ปืนของหลวงใช้ไม่ได้ คุณภาพไม่ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้ก่อเกิดเป็นความเครียด เชื่อว่าสาเหตุในครั้งนี้มีหลายปัจจัย ถ้าดูในต่างประเทศปกติต้องมีการตรวจ คือการพบหมอจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติที่ทำกัน สังคมไทยต้องเปิดกว้างในเรื่องนี้ ถ้ามีการตรวจและศึกษาไปเรื่อยๆ ให้คนในองค์กร จะรู้ว่าพวกเขามีความพร้อมยังไง ถ้าหากเขามีสุขภาพจิตที่ไม่ดีเพียงพอ สิ่งสำคัญที่องค์กรต้องทำคือส่งเขาไปรักษา ทำให้เขาหายแล้วกลับมาทำงานได้ สำหรับเคสหนองบัวลำภู คนก่อเหตุเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิต แต่องค์กรไม่ได้รักษาเขา ให้เขาออกมาพร้อมปืน แล้วสุดท้ายปืนก็ถูกหันเข้าหาประชาชน

พริษฐ์ เผยต่อว่า เมื่อคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักจิตแพทย์ หลายคนจะพูดเสมอว่า การวิเคราะห์สาเหตุการมาเป็นอาชญากรได้มักมี 3 ปัจจัย คือ ร่างกาย, สภาพจิตใจ และสังคมองค์กร ฉะนั้นทั้ง 3 ประเด็นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แยกยากว่าอะไรเป็นสาเหตุหลักสาเหตุรอง แต่จะเห็นว่าถ้าพูดถึงองค์กรทหาร ตำรวจ จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ ฉะนั้นต้องเคร่งครัดกับ 3 ปัจจัยนี้มากกว่าสิ่งอื่นเป็นพิเศษ

ส่วนการแก้ปัญหากลางน้ำ คือ ทำให้คนที่คิดร้ายไม่สามารถกระทำได้ แต่การที่เขาเข้าถึงอาวุธปืน มันทำให้สร้างความสูญเสียได้ ฉะนั้นทำยังไงให้คนที่ประสงค์ร้ายไม่สามารถก่ออาชญากรรมที่สร้างความสูญเสียให้กับสังคมได้ ซึ่งการทบทวนอาวุธปืน ต้องทบทวนทั้งในและนอกระบบ ทั้งระบบคือหมายถึงตรวจสอบระดับเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไป เราแก้แค่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งไม่ได้ สำหรับทางออกส่วนหนึ่ง คือการทำให้ปืนที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นปืนของรัฐ ไม่ใช่ของส่วนตัว เพราะจะทำให้เมื่อเขาหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วต้องคืนปืนกลับไป

การถอดบทเรียนความรุนแรงที่เกิดขึ้น

พริษฐ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบล่าสุด มีปืน 7 ล้านกระบอกขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนคาดการณ์ว่าอีก 6 ล้านกระบอก ผิดกฎหมาย รวมกัน 13 ล้านกระบอก ถ้าพูดถึงปัญหาการเข้าถึงอาวุธปืน ต้องแยก 3 ส่วน ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือทหาร ถ้ามีเหตุต้องใช้ปืนในการปฏิบัติหน้าที่ ควรยึดหลักว่าเป็นปืนของรัฐ อย่าไปเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ความเป็นเจ้าหน้าที่ของตัวเองไปขอใบอนุญาตอื่นมาครอบครองส่วนบุคคล ถ้าเป็นแบบนั้นแปลว่าถ้าวันหนึ่งเขาหยุดปฏิบัติแล้ว เขาจะยังสามารถครอบครองอาวุธปืนได้อยู่

ส่วน ประชาชนทั่วไป มีหลายข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย อย่างแรกเกณฑ์การขอใบอนุญาตในการครอบครองปืนนั้นรัดกุมพอหรือยัง มีการตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันไม่มีการขอใบรับรองแพทย์ในเชิงสุขภาพจิต มีแต่การตรวจสอบเรื่องคดีความ และปัจจุบันอาจจะต้องมีการเข้าอบรมเกี่ยวกับการใช้ปืน เพื่อให้รัดกุม หรือการสอบเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อรู้ข้อมูลสำคัญต่างๆ

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช้ปืนหลวง ใช้ปืนตัวเอง ถ้าเลิกตรงนี้โดยเปลี่ยนว่าถ้ากลับบ้าน ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ควรคืนปืน พอจะมาปฏิบัติหน้าที่ก็ค่อยนำปืนไปใช้ต่อ ฉะนั้นปืนที่เจ้าหน้าที่พกพาจะต้องอยู่ในช่วงปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องพกปืนส่วนบุคคลจริงๆ ให้ขออนุญาตได้ ถ้ามีเหตุให้ขออนุญาตก็ควรเป็นเหตุที่สมควรจริงๆ รวมทั้ง การห้ามจำหน่ายปืน, ห้ามขายต่อ, ห้ามเป็นมรดก จะสามารถทำให้การควบคุมปืนมีประสิทธิภาพ เพราะหลายประเทศไม่ให้มีการพกปืนเล็กขนาดพกพาได้ เพราะหวั่นมีการสังหารหมู่ได้

ต้องพยายามวางมาตรการให้ควบคุมและรัดกุมขึ้น ขั้นพื้นฐานคือบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนั้นจะมีมาตรการเสริม บางประเทศมีการให้รางวัลผู้ให้เบาะแส แล้วให้รัฐบาลซื้อปืนกลับเข้าระบบ เชื่อว่าทุกคนอยากอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย ไม่อยากมีใครอยากซื้อปืนเพราะมันเป็นภาระและความอันตราย

สุดท้าย รังสิมันต์ เผยว่า ฉะนั้นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำ คือ 1.ต้องซ้อมแผนเวลาเกิดเหตุ โรงเรียนต่างๆ อาจจะต้องมีการซ้อมแผนเวลาเกิดเหตุ 2.เมื่อเกิดเหตุ ชุมชนรอบๆ ต้องเข้ามามีส่วนร่วม คือ เช่น มีออดเพื่อเป็นการแจ้งเตือน 3.หลังเกิดเหตุจะทำยังไงไม่ให้เกิดการเลียนแบบ เราต้องพยายามไม่ทำให้คนนั้นกลายเป็นฮีโร่ เพราะสิ่งที่เขาทำคือต้องการเป็นจุดสนใจ ฉะนั้นการทำเสนอรายละเอียดมากเกินไป สุดท้ายเขาจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการ และกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบต่อไป

อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามรายการ"เปิดปากกับภาคภูมิ" พร้อมกันได้ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32.

คุณกำลังดู: ถอดบทเรียนความรุนแรง "กราดยิงหนองบัวลำภู" ก้าวไกล ชี้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

หมวดหมู่: สังคม

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด